White Cliffs of Dover

posted on 15 Feb 2009 17:50 by sabaijingjing

ไม่ใช่ชื่อเพลง (มีคนบอกว่าเป็นเพลงแต่ไม่เคยฟัง cliffs of dover รึไงเนี่ย) แต่เป็นสถานที่จ้า

หลังจากมาอยู่ได้จะครบเดือนแล้วก็เริ่มสืบค้นข้อมูลเพื่อไปชมโน่นนี่บ้าง

มีคนบอกว่าให้ไป Dover เมืองชายฝั่งของ Kent ติดทะเล ช่องแคบอังกฤษ มีหน้าผาสีขาว ปราสาทตั้งอยู่บนหน้าผา

 

Dover เป็นเมืองท่าที่สามารถนั่งเรือ ferry ไปฝรั่งเศสได้ หลังจากหาข้อมูลดูฤกษ์งามยามแดดดีแล้วก็ได้วันที่ 14 กุมภา วันวาเลนไทน์นั่นเอง ไปเที่ยวคนเดียวด้วย แร๊งงงง

 

ออกเดินทางได้หลายทาง รถไฟ รถเนชั่นแนลเอกซเพรส หรือสเตจโคช เราก็เลือกนั่ง stagecoach ไปเนื่องจากซื้อตั๋วนักเรียนไว้ เลยไม่รู้ว่าค่าตั๋วเท่าไรนะ ออกจาก Canterbury ประมาณ 9.53 ถึง Pencester Bus stop A ประมาณ 10.30 แต่รถคันนี้จะไปต่อจนถึงปราสาทก็เลยไปลงที่หน้า Dover castle  ไปซื้อตั๋วราคานักเรียน 8 ปอนด์ ได้แผ่นพับมา 1 แผ่นเป็นแผนผังการเดินเที่ยว

 

การเที่ยวที่นี่เค้าแนะนำให้ไปเริ่มที่ secret wartime tunnels ก่อนเพราะจะมีไกด์ทัวร์ แต่เนื่องจากว่ามันอยู่คนละด้านที่เข้าไปเลยแวะไปบริเวณอื่นๆ ก่อน

 

เค้าก็แบ่งพื้นที่เป็นยุคๆ A: Dover's early history, B: Medieval Dover, C: Dover's defences, D:Garrison life and E: Dover at war เราก็เดินๆ เน้นถ่ายรูปวิวทิวทัศน์ไป บางส่วนก็ปิดไม่ได้เข้าไปชม

 

ก็มีทั้งตัวปราสาท ป้อมต่างๆ ปืนใหญ่ ปืนยิงเครื่องบินแปลกปลอม โบสถ์ ที่พักทหาร แล้วก็มีฐานบัญชาการใต้หน้าผาเป็นอุโมงค์ secret wartime tunnels นั่นเอง เค้ามีทัวร์พาเดินชมข้างในอุโมงค์ที่พลเรือเอกแรมซี่ใช้เป็น Headquarter ระหวางสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นทั้งโรงพยาบาลด้วย แต่ว่าห้ามถ่ายรูป สงสัยยังจะเก็บเป็นความลับไว้ใช้ยามสงครามอีกมั้ง ส่วนทัวร์นี้จะเป็นรอบๆ ไป เข้าไปแลวเจออะไรบ้างไม่เล่าละกัน เค้าบอกเด็ก ผู้ใหญ่โรคหัวใจ อ่อนไหวง่ายให้แจ้งเค้าก่อนเข้าไปด้วยนะ

 

มีทัวร์บริเวณอื่นๆ ด้วยถ้าสนใจก็สอบถามได้ที่นี่ แต่เราเน้นถ่ายภาพด้วยตัวเอง ความรู้ไม่เอา 555555   ด้านหน้าของอุโมงค์เป็นหน้าผามองออกไปเป็นทะเล พอออกมาขึ้นไปด้านบนเป็นจุดชมวิวมีรูปปั้นพลเรือเอก ท่านเซอร์ แรมซี่อยู่ เค้าบอกว่าถ้าฟ้าใสจะเห็นฝรั่งเศส แต่เราเห็นแต่เกาะไรดำๆ ไม่รุแฮะ

 

ร้านของที่ระลึกก็มี postcard ก็มีแต่ไม่ค่อยสวย (ถ่ายเองก็ได้แบบนี้งั้นถ่ายเองดีกว่า) อยากลองส่งหาตัวเองดูเหมือนกันแต่ไม่แน่ใจว่ามันส่งได้เลยรึว่าต้องติดสแตมป์ (ไว้จะหาข้อมูลให้ดี)  ตอนเที่ยงเค้าก็มีร้านอาหารให้ทานได้ แต่ว่าเราก็เตรียมของเราไปเองสะดวกกว่า และประหยัด แฮ่ๆ มีที่นั่งให้เยอะแยะ ก็ไปนั่งกินพร้อมชมวิว มีนกน่าจะนางนวลมาจ้อกแจ้กๆ เป็นคู่ด้วยนะ  จุ๊กกรู๊ กรุ๊กกรู๊ กันเป็นที่หรรษา (ดูไปดูมารึมานเปนแม่ลูกกัน ยังไงแน่) ซักพักมีมาอีกตัวพยายามมาใกล้ๆ คู่นั้นแต่มันหาสนใจไม่ ยังคงจู้ฮุกกรู๊เล่นกันต่อไป ปล่อยนกอีกตัวทำมิวสิคแบบเหงาๆ ใจร้าวไปแต่เพียงตัวเดียว.....

 

บ่ายนิดๆ ก็ออกมาเดินลงเขา ไปบริเวณท่าเรือที่ติดทะเล เพื่อลองไปเก็บภาพ the white cliffs of dover แต่ว่าแดดที่ว่าแจ่มของเราได้หายเข้ากลีบเมฆไปแล้ว ภาพที่ได้ประหนึ่งภาพศิลป์ขาวดำเทากันทีเดียว (ที่เห็นเป็นสีสันนี่ผ่านโฟโต้เฉาะมาแว้ว) ภาพหน้าผาขาวที่ได้ก็ไม่ค่อยชัดเท่าไรเพราะมีสิ่งปลูกสร้างเยอะเลย จริงเค้าบอกให้เดินไปจะมีจุดให้ชมรึไงเนี่ย หรือให้นั่งเฟอรี่ชม ซึ่งไม่ไหวที่จะเดินไปถึงแล้ว 5555555 (บ่งบอกวัยไปป่าวเนี่ย คือเดินไปพอไหวแต่ต้องเดินกลับอีก!!) ในเมืองนี่ก็ยังมีพวกพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ให้ชมกันได้อีก แต่.....ไว้คราวหน้ามาใหม่

สุดท้ายก็พาขาอันปวดเริ่มเดี้ยง เดินเข้าเมืองเพื่อไปรอขึ้นรถบัสที่ Pencester bus stop B กลับบ้านโดยสวัสดิภาพ

มาชมรูปกันบ้างดีกว่า เยอะอีกแล้ว กว่าจะนึกได้ว่าสามารถเอาหลายๆ รูปมารวมในอันเดียวได้ก็ทำไปสิบกว่ารูปแล้วเลยขี้เกียจแก้ ก็ชมภาพไปแล้วกัน ไหนๆ ก็ถ่ายมาแล้ว คราวหน้าจะจัดให้รูปน้อยลงนะจ๊ะ  

Constable's Gate

Medieval Dover 

The castle's inner bailey ปิดไม่ให้เข้าไปข้างใน

 

Dover's early history

Dover's defences

Garrison life

Dover at war and The white cliffs view

กุ๊กกรู๊.......

เป็นทริปที่ไม่หวือหวา แต่ก็สวย สดชื่น มีความสุขไม่น้อย มาเล่าให้ฟังได้สาระบ้าง ไม่มีสาระบ้าง จากนี้ก็จะเก็บแรง เก็บตังค์ แล้วค่อยเล็งหาสถานที่ต่อไปนะ.....เอาในเกาะอังกฤษก่อนละกัน

see u next...........

ชีวิตนักเรียนอีกครั้ง!!

posted on 07 Feb 2009 05:21 by sabaijingjing

ห่างหายไปนานมากๆ ตอนนี้ก็ลงหลักปักฐานพำนักอยู่ที่เมือง Canterbury อังกฤษมาจนเกือบจะครบเดือนแล้ว ไม่ได้มาอัพเดทไดอารี่ที่จะกลายเป็นไดอาร้างแล้ว

 

มาเล่าเรื่องโดยสรุปของการเดินทางมาเป็นนักเรียนโข่งอีกครั้ง (อ่านกันให้เหนื่อยไปเลยนะ) เป็นการเดินทางออกต่างประเทศคนเดียวครั้งแรก เป็นคนไกลบ้านไปแล้วจ้า 

 

ออกจาก BKK เป็นเวลาเกือบตีหนึ่งของวันที่ 15 มค. 52 ละ เจ็บใจนิดนึงน้ำหนักกระเป๋าคนทั่วไปได้ถึง 32 kg แต่ตอนไปรับตั๋วบอกว่า 20 kg (เอะ..ยังไง) แต่ว่าพิเศษได้ +10 kg เพราะฉะนั้นไปเช็คอินได้ 42 kg เลย  เสียดายเอาของออกไปเยอะมาก นั่งเครื่องแบบมาราธอน 13 ชม. ถึงฮีทโธรว์ก็เช้าตรู่ประมาณ 6.30 น.

 

 ประสาทเสียเล็กน้อยเพราะเค้าห้ามเอา เนื้อสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ นม ผักผลไม้เข้า แต่ในกระเป๋าเรามี 5555555 เค้าบอกว่าให้ไปสำแดงถ้าคิดว่าเป็นของต้องห้าม แต่....เราก้อลับๆ ล่อๆ ผ่านช่องตรวจคนเข้าเมืองมาแล้ว ไปเอากระเป๋าและรีบออกไป เพราะว่านัดพี่แทกซี่ไว้ที่เค้าเตอร์ปชส. เดี๋ยวไปช้าต้องเสียค่าจอดรถเพิ่มจากค่ารถไปอีก ออกไปก็มองหาคนถือป้ายชื่อเรา......เจอในที่สุด

 

เค้าก็คุยไรมาเรื่อยฟังรู้เรื่องมั่ง         ไม่รู้เรื่องมาก......

 

เค้าบอกว่าออกมาเร็วดีมากเลย วันก่อนอีกคนออกมาช้ามากๆ

ระหว่างทางออกจากลอนดอนกว่าจะถึงก็ประมาณ 2.30 ชม. ไม่มีแสดงแดดเลย!!!

 

ถึงบ้านอาจารย์ปู่ อาจารย์ย่าประมาณ 9.30 น. เค้าก็ต้อนรับดีมากๆ วันนี้ก็เลยจะทดลองไปโรงเรียนดูพอดีเค้ามีแนะนำอะไรๆ ให้นร. ด้วย อาจารย์ปู่เลยพาไป เราก็ฟิตจัดเดินครับพี่น้อง.....เดิน เดิน เดิน เดิน เดิ๊นนนนนนนนนนนนนนจริงๆ (ฮ่วยรู้งี้บอกไม่ชอบเดินขอไปรถบัสดีกว่า) ไปพบ Superviser แปบนึง บ่ายก็ไปฟังแนะนำนร. รู้สึกง่วงตกอยู่ในพวังหลับตลอดเวลา เป็นแบบนี้อยู่สองวันค่อยยังชั่วนี่เองเจ็ทแลกกก

 

มีคนนิยามให้ว่าทางเดินไปโรงเรียนเป็นการผจญภัยของฮอบบิท คือ ไปโรงเรียนทีเนี่ย จะเดิน เดิน เดิน เดิน

ตัดป่า ผ่านทุ่ง เลาะถนน ลงน้ำ ข้ามต้นไม้

แบบเดียวกับโฟรโด แบกกินส์ และ แซม ไวท์ แกมจี ที่เดินทางออกจาก ไชร์ ยังไงยังงั้นเลยทีเดียว (หลอดสามภาคน่ะ)

 

ลองขอเส้นทางไปโรงเรียนจากกู้เกิลแมพดูได้ความว่าเส้นทางไปรวมๆ แล้ว 2 ไมล์

ซึ่งทางที่เราเดินเน้......ใกล้กว่านั้น  คุณเชื่อหรือไม่!!!!

เดินออกจากบ้านไปตาม footpath ออกถนนบ้าง ผ่านโบสถ์ สุสาน ทุ่งที่มีต้นสนใหญ่เบ้ง ไปเรื่อยๆ

หลังจากเริ่มชินกับสภาพอากาศสลึมสลือแบบนี้แล้ว ในที่สุดก็มีอาทิตย์ที่มีแต่แดดดดดดดด ก็คือวันที่ไปประจำห้องเรียนอะ นั่งตรงหน้าต่างไม่มีม่านโด้ย..แดดสาดดดดดใส่หน้าตลอดเลย ตอนนี้ช้านเริ่มรักวันที่มีเมฆเยอะแล้ว...

แต่ไงก็ตามการมีแสงแดดทำให้เราสามารเอากล้องไปชักภาพ ตามทางเดินไปโรงเรียนมาได้ แม้ว่าปกติ I prefer going to school by bus. แต่ถึงไปรถบัสมันก็ต้องมีบางจังหวะที่ต้องเดินเหมือนกันแต่ไม่ไกลมาก

 

ที่พักนอกจากเดินไปโรงเรียนใช้เวลาประมาณ 40 นาทีแล้ว ยังสามารถเดินเข้าใจกลางเมือง (city centre) ได้ประมาณ 20 นาที กะว่าจบไปจะเป็นผู้มีอิทธิพลแถวที่ทำงานละ

เล่ามานานวันก่อนที่หิมะตกหนักที่ลอนดอน บ้านนอกอย่างเราก็ตกหนักใช่ย่อย โรงเรียนสั่งปิดหนึ่งวันเหมือนกัน แต่ดั๊นนนนมาสั่งตอนบ่ายก็ช้านไปอยู่โรงเรียนแล้วอะจ้า  เช้ามีมีทติ้งในห้องแลบ บ่ายก็อยู่ทำแลบต่อ ดีนะว่ามีเพื่อนอยู่ด้วย ไม่งั้นปิดห้องไม่เป็นเลย ตอนขาออกประตูตึกก็ปิดออกไม่ได้ ดีว่าเดินตามคนที่เค้ารู้มาเลยสามารถออกมาได้ เฮ่อ..

 

ไปดูรูปกันดีกว่า ถ่ายเอง แต่คนอื่นทำรูปไม่ได้ลงเครดิต อ่อ แต่มีที่ไปเอาแผนที่ดาวเทียมจากกูเกิ้ลมาด้วย

อันนี้ออกเดินจากถนนแถวบ้านเข้าไปยังทางเดินเท้า ฟุตบาท

ผ่านทางเดินบ้าง ถนนบ้างจนเดินลัดไปบริเวณโบสถ์ 

เดินไปเช้าๆ จะสวนกะคนพาน้องหมามาเดินเล่นกันเพียบ ตรงเนินทุ่งนี้พอดีเช้านั้นน้ำเป็นน้ำแข็ง เจ้าหมาเลยเล่นกันใหญ่

แล้วออกทางสุสานไปข้ามสะพานลอยไปยังทุ่งที่เห็นเขียว

มีต้นสนใหญ่ๆ และเล็กหน่อยอย่างละ 2 ต้น ทุ่งนี้กว้างนะ แต่เวลาเดินทุกคนจะต้องเดินผ่านตรงกลางต้นไม้คู่พอดี

ชมนก ชมไม้ ชมวิวตัวเมืองไปเรื่อยๆ

ผ่านโรงเรียนมัธยม ประถม วิทยาลัยบ้างอะไรบ้าง และเดินเข้าใกล้เป้าหมายเต็มทีเมื่อเห็น

Gile Lane เป็นถนนสายยาวเข้าสู่ตัวโรงเรียนของเรานั่นเอง 

และแล้วหลังจากเดินไปถ่ายรูปไป เวลาล่วงมาเกือบชม. ได้ก็ไปถึงตึกเรียน หรือห้องแลบเรานั่นเอง ถึงกับร้อนเลยทีเดียว

แถมบรรยากาศในโรงเรียน

ถนนไฟ...... อะไรว้า เง็ง คือตอนแรกสายตาโฟกัสไปที่ถนนอย่างเดียว ถนนไฟ แปลว่า?? แต่ตอนนี้เข้าใจว่ามันคือไอ่ไฟอันนี้ นี่เอง

บรรยากาศรอรถยูนิบัสตอนขากลับ

แถมอีกอันแบบว่าใจดี ป้ายรถเมล์แถวบ้าน เท่โพด

เป็นไงบ้างป้ายรถเมล์ เพราะงี้แหละ ตอนเห็นป้ายถนนไฟ ถึงมองไปที่ถนนแทน 

อ่านกันตาแฉะหน่อยนะ แบบว่าเก็บกดมานาน

 

 

มาแล้วทิ้งข้อความถึงกันก็ยังดีจ้า

รักนะ คนอ่าน...จุ๊บ จุ๊บ

 

 

IOM & UK VISA

posted on 13 Dec 2008 20:04 by sabaijingjing

หลายวันก่อนไปทำวีซ่า UK มา...มาเล่าไว้หน่อยดีกว่า กันลืม   เข้ม เต็มไปด้วยสาระ

ตรวจวัณโรค 

สำหรับคนที่จะไปอยู่นานเกิน 6 เดือน ก่อนยื่นขอวีซ่าต้องไปตรวจวัณโรค x-ray ปอด (IOM) ก่อนโดยไปทำที่ องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (International Organization Migration) ดูได้ที่ http://www.vfs-uk-th.com/thai/tuberculosis.aspx ไม่ยุ่งยาก โทรศัพท์ไปนัดก่อน เค้าจะให้เตรียมสำเนาบัตรประชาชน พาสปอร์ต รูป 2 นิ้ว 2 ใบ ใช้รูปเดียวกะที่จะขอวีซ่าก็สะดวกดีรูปห้ามเกิน 6 เดือน และเงิน 2600 บาท

ไปตามนัด 

นัดไว้ 9.00 น. นั่งรถไฟฟ้าลงสถานีศาลาแดง (แนะนำให้ซื้อตั๋ววัน 120 บาทไปเลย คิดว่าค่าเดินทางเกินแน่ๆ) ไปที่อาคารเกษมกิจ (ตรงข้าม CP tower) แลกบัตร แล้วไปชั้น 8 ไปก่อนเวลานัดเค้าจะให้ไปนั่งรอในห้องด้านนอกก่อน พอถึงเวลานัดเค้าก็เรียกไปให้เข้าไปรอด้านในอีกที แต่ตอนไปไม่ได้รอเลยก็เดินเข้าไป กรอกเอกสารเล็กน้อย เค้าจะให้เลือกว่าจะไป รพ.พญาไท 2 หรือ บำรุงราษฎร์ เราเลือกบำรุงราษฏร์ เพื่อไปดูความหะรูหะรา (ถ้าเลือกพญาไท 2 น่าจะเดินทางสะดวกกว่าเล็กน้อย)

เรียบร้อยไปนั่งรอเรียกเพื่อจ่ายเงิน 2600 บาท เค้าออกใบเสร็จให้และหนังสือนำเพื่อไปแจ้งรพ.

ออกจากมาประมาณ 9.30 น. จะไปรพ. นั่งรถไฟฟ้า ไปลงสถานีเพลินจิต ลงไปเดินข้ามทางรถไฟ แล้วเข้าไปในซอย 1 ประมาณร้อยเมตรก็จะเจอรพ.

X-ray ปอด
 

ไปถึงรพ. ไปที่ชั้น 2 ทำบัตรผู้ป่วยใหม่ก่อน แปบนึงเสร็จ ไปยื่นทีแผนกเอกซเรย์ นั่งรอซักครู่เค้าก็เรียกให้ไปเปลี่ยนเสื้อ มีล็อคเก้อร์ให้ฝากของได้ เข้าไปเอกซเรย์เค้าจะให้คลายเสื้อไม่ให้มีรอยยับอะไรเลย เอาคางเกยไว้ ใช้หลังมือแปะไว้ที่เอวด้านหลัง เค้าจะนับ 1 2 3 ให้หายใจเข้าแล้วกลั้นไว้ เป็นอันเสร็จ ไปนั่งรอก่อนว่าต้องทำซ้ำหรือไม่ ถ้าไม่มีปัญหาอะไรเค้าก็ให้เปลี่ยนเสื้อผ้าออกไปเสียค่าใช้จ่าย (ไม่ต้องเสียเงินแค่ไปยื่นแล้วรับใบว่าจ่ายแล้วเฉยๆ) เอาบิลกลับมายื่นที่เคาเตอร์เดิม เค้าบอกว่าคงอีกซักครึ่งชม. ให้ไปทานข้าวทำไรก่อนได้ เสร็จแล้วเค้าจะโทรเรียก

ออกไปหาข้าวกินข้างนอก ข้างในแพงไปหน่อย กินข้าวเสร็จเดินกลับเข้าไปก็มีโทรศัพท์มาตามละ แปบเดียวจริงๆ ขึ้นไปรับฟิล์ม x-ray เซ็นรับแต่ห้ามเปิดดูผล พยายามเล็งในใบว่าผลเป็นยังไงก็มองไม่ทัน ก็หิ้วฟิล์มตะลุยขึ้นรถไฟฟ้ากลับมาที่ ศูนย์ IOM ถ้าผลปกติเราก็จะได้ใบคล้ายๆ ประกาศนียบัตร ถ้าพบจุดหรือรอยอะไรที่น่าสงสัยก็อาจจะให้ไปตรวจเสมหะภายใน 3 วัน

ยื่นผล

ความจริงต้องกลับมายื่นให้ทันภายในบ่าย 3 สำหรับช่วงเช้าถ้ากลับมายื่นช้าก็อาจจะต้องรอฟังผลตอนบ่ายไปเลย เพราะฉะนั้นพยายามจัดการกับเวลาให้ดี ถ้าทำเสร็จภายในครึ่งวัน ตอนบ่ายก็สามารถไปยื่นขอวีซ่าได้เลย

กลับมายื่นผลถึงเวลา 11.00 น. ขึ้นไปยื่นผล แล้วนั่งรอซักพัก มีนิตยสารให้อ่าน นั่งมองคนโน้นคนนี้ไปเรื่อยๆ เค้าก็เรียกชื่อแล้วก็บอกผล ใบที่ได้ถ้าจะไปยื่นขอวีซ่าให้ถ่ายสำเนาไปด้วย พอวันที่ไปรับวีซ่าให้เช็คดีๆ ว่าได้ตัวจริงกลับมาด้วยเพราะต้องใช้ตอนตรวจคนเข้าเมือง

บ่ายถ้าจะไปยื่นวีซ่าก็ได้นะเนี่ย แต่ว่าวางแผนจะไปวันพรุ่งนี้

UK VISA

พลาดไปนิดนึงไม่ได้เช็คข้อมูลให้ดี ข้อมูลที่ update จริงนี่ดูจาก http://www.visa4uk.fco.gov.uk/ จะดีกว่า แต่ว่าการไปยื่นนี่จะมีศูนย์รับเรื่องไว้คือ VFS http://www.vfs-uk-th.com/thai/document.aspx ก็มีข้อมูลอยู่ไปอ่านก่อนจะดีกว่า

ไปยื่นแบบ student visa ต้องกรอกใบสมัคร online ที่เวบ visa4uk กรอกเสร็จก่อน submit เช็คให้ละเอียดว่าถูกต้องเพราะจะแก้ไขไม่ได้แล้ว เสร็จแล้วให้ print out ออกมาเอาไว้ไปยื่นด้วย เสร็จแล้วอย่าลืมไปนัดหมายล่วงหน้าว่าจะเข้าไปยื่นวันเวลาไหน จริงจะกรอกจนเสร็จแล้วถึงนัดก็ได้ หรือว่าจะเข้าไปนัดก่อนที่ลิ้งของ vfs ก็ได้

ที่ว่าผิดพลาดคือคิดว่ายังเอาออกมากรอก แล้วไปยื่นตอนไหนก็ได้ แต่สรุปว่าต้องทำ online และนัดหมายล่วงหน้าด้วย อย่าลืมปริ้นหน้านัดหมายมาด้วย ก็ไปหาที่ร้านเน็ต (ตอนนั้นมีคนที่ขาดว่าเป็นเอเจนซี่แถวๆ นั้นแหละใครที่ไปคงจะเจอมาช่วยแบบว่าหวังดีไรงี้ ประมาณว่าทั้งช่วยทั้งขู่นิดๆ ถ้าไม่ทันก็ให้มาติดต่อเค้าได้นะ 555555) โชคดีรู้จักร้านเกมส์ที่เค้าก็รับพิมพ์งานด้วยและเปิดแต่เช้าอยู่ ก็ไปกรอกเช้านั้นแหละนัดไปยื่นตอนเที่ยงครึ่ง แต่ค่อนข้างรีบกรอกผิดบ้างอะไรบ้าง  ก็ไปขอเค้าแก้ตอนยื่นพร้อมเซ็นกำกับ

สิ่งที่ต้องเตรียมคือ เอกสาร พยายามยื่นทุกอย่างที่เค้าขอให้ไปให้หมดอะไรที่ต้องการตัวจริงเก็บไว้ก็ยื่นฉบับจริงพร้อมสำเนา ตัวจริงเค้าจะคืนให้วันที่ไปรับวีซ่า อย่าลืมซื้อแคชเชียร์เช็คค่าธรรมเนียมด้วยนะ 5,940 บาท สั่งจ่ายสถานฑูตอังกฤษ สำหรับ student visa ไปซื้อที่ธนาคารนครหลวงที่อยู่ชั้น 1 ได้ เปิด 8.30 น. เค้าจะชำนาญมากเพราะออกบ่อยว่างั้น

ไปยื่นขอวีซ่า 

VFS อยู่ที่ชั้น 2 อาคารรีเจ้นส์ นั่งรถไฟฟ้ามาลงสถานีราชดำริ แล้วเดินไปอีกเล็กน้อยตึกอยู่ข้างๆ AUA ไปถึงก่อนเวลานัดหมาย ไปแจ้งรปภ ข้างหน้าเค้าก็ดูเวลานัดแต่เรามาก่อนเค้าก็ให้เข้าไปได้เลย ของใหญ่ๆ ฝากไว้ได้ เค้าให้ฝากน้ำกะขนมไว้ด้วย โทรศัพท์มือถือให้ปิดก่อนแล้วเอาเข้าไป เค้าให้บัตรคิวมาเดินเข้าไปนั่งรอเรียก ให้ไปเข้าช่องเบอร์ 7 ก็ยื่นเอกสารเค้าก็ตรวจๆ ถามว่าเราไปอยู่นานเท่าไร ให้เราเซ็นชื่อ ก็ขอเค้าแก้อะไรหน่อยนึง (สุดท้ายพบว่ายังมีที่ผิดอีก กลับบ้านมานั่งกังวลว่าไอ่ที่ผิดจะมีผลอะไรป่าวหว่า.....) เค้าก็ถามว่าจะมารับผลเองมั๊ย เค้ามีบริการส่งต้องลองเช็คจากเวบว่าส่งที่ไหนบ้างนะ แล้วจะรับบริการแจ้งทาง sms มั๊ยว่าให้มารับพาสปอร์ตได้ ค่าใช้จ่าย 15 บาท เราก็เอาเพราะสะดวกดี ซักพักเค้าก็เอาสำเนาพาสปอร์ตเย็บติดกับใบที่จะมารับพาสปอร์ต ให้ไปนั่งรอแปบนึง แล้วก็เรียกไปเก็บข้อมูลทางชีวภาพ (biometric) สแกนนิ้วมือครบ 10 นิ้วเลย ถ่ายรูปเก็บไว้ด้วย แต่รูปที่จะอยู่บนวีซ่าเป็นรูปที่เราให้เค้าไปนะ เป็นอันเสร็จการยื่นขอวีซ่าเร็วมากออกมายังไม่เที่ยงครึ่งเลย อย่าลืมของอะไรที่ฝากไว้นะ เพราะว่าลืม............ลืมแล้วลืมเลย บังเอิญฝากไปแต่น้ำกะขนม ระหว่างกลับบ้านเย็นๆ ก็ได้รับ sms แจ้งว่าได้ส่งใบสมัครขอวีซ่าไปที่สถานฑูตแล้ว

 ไปรับพาสปอร์ตและรับผลยื่นวีซ่า

โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 3 วันทำการ พอเช้า 9 โมงของ วันที่สามที่ยื่นไปก็ได้รับ sms ว่าให้ไปรับผลวีซ่าได้แล้วให้ไปช่วง บ่ายสาม-สี่โมงครึ่ง พอไปถึง VFS ก่อนเวลาอีกเช่นเคย แต่เค้าก็ให้เข้าไปได้เลย (คงกำหนดเวลาเพราะกลัวจะยุ่ง พอคนไม่เยอะก็ให้เข้าไปง่ายๆ) รอคิวเรียกให้เข้าช่อง 1 จะได้รับซองเอกสารมา เปิดผนึกดูเช็คพาสปอร์ตว่าวีซ่าผ่านนนนนนนนนนมั๊ย??? ตรวจสอบเอกสารที่ได้รับคืนมาว่าครบมั๊ย เป็นอันเสร็จ กลับบ้านได้ แล้วก็ได้รับ sms สุดท้ายว่าวีซ่าได้รับไปแล้ว

เรียบร้อย ตั๋ว confirm 15 มกราคม 2552 00.15 น. GO GO UK!